การบริหารการเปลี่ยนแปลงมองผ่านเลนส์วันวิสาขบูชา

บทความชิ้นนี้ เมื่อถึงมือท่านผู้อ่านก็ขอให้ยังคงมีกลิ่นอายของวันวิสาขบูชาอยู่ ทางกองบรรณาธิการขอให้เขียนบทความให้เชื่อมโยงกับวันสำคัญสากลทางพระพุทธ ศาสนาคือ “วันวิสาขบูชา” ก่อนอื่นขอปรับพื้นฐานกันหน่อยถึงวันสำคัญนี้ “วิสาขบูชา” (บาลี:วิสาขปูชา) ย่อมาจาก “วิสาขปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะ”

วันวิสาขบูชา ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากล ทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ หนึ่งประสูติ(การเกิดของเจ้าชายสิทธัตถะ) สองตรัสรู้(การรู้แจ้งในกฏของธรรมชาติ:natural law) และสามเสด็จดับขันธปรินิพพาน(การตายของพระพุทธโคดม) โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า และเป็นจุดเริ่มต้นของ “ธรรมวินัย” ซึ่งต่อมาสมัยนิยมเรียกว่า ศาสนาพุทธ

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น “วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ” ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น “วันที่นักบวชสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ในกฏของธรรมชาติที่เข้าใจได้ยากเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น “วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา

ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติที่ 54/112 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ โดยเฉพราะวันวิสาขบูชาปี 2556 ตรงกับวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม นี้นับเป็นอภิลักขิตกาลพิเศษ คือเป็นปีที่ครบ 2,600 พุทธศตวรรษ หรือ 2,600 ปี แห่งการอุบัติขึ้นของ “ธรรมวินัย หรือพระพุทธศาสนา”

สิ่งที่พระ พุทธองค์ทรงรู้แจ้งคือ ธรรมวินัย เรียกให้เข้าใจง่ายๆก็คือ วินัยที่เป็นกฏของธรรมชาติ(natural discipline or natural law) ซึ่งในบทความนี้จะพยายามอธิบายเท่าที่ผู้เขียนมีสติปัญญาโดยแบ่งออกเป็นสอง ส่วน ส่วนที่หนึ่งจะพูดถึงอะไรคือ ธรรมวินัย ที่เป็นกฏของธรรมชาติที่อยู่เหนือการคิดค้นด้วยหลักตรรกะและการคาดคะเนจาก การศึกษาเรียนรู้ทั่วไป ต้องลงมือปฏิบัติด้วยวิธีที่ถูกต้องและจริงจัง เพราะเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตนคนที่ปฏิบัติเท่านั้น ส่วนที่สองจะนำหลักธรรมวินัยมาประยุกต์ใช้กับการบริหารสมัยใหม่ได้อย่างไร

ส่วน ที่หนึ่งธรรมวินัย เป็นกฏของธรรมชาติที่มีอยู่คู่กับจักรวาลนี้มานานเท่านนาน ต่อมาในยุคหลังๆ นักปราชญ์ทั้งหลายที่ต้องการหาสถานะที่หยุดการเปลี่ยนแปลง ได้พยามค้นคว้าหาหนทางและวิธีการไปสู่สถานะนั้น ซึ่งรวมถึง Albert Einstein นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกด้วย ธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้ง อธิบายทั้งแบบปฏิโลม(inductive)จากส่วนที่เล็กที่สุด และขั้นตอนการประกอบกันขึ้นจนเห็นภาพใหญ่ และอธิบายแบบอนุโลม(deductive)เริ่มจากภาพใหญ่และส่วนประกอบเล็กๆที่ละส่วน อย่างมีขั้นตอน

ตัวอย่างการอธิบายแบบอนุโลม สัตว์โลกต่างต้องการหลีกให้พ้นภัยอันน่ากลัวด้วยกันทั้งสิ้น แต่ภัยนี้กลับเฝ้าติดตามเหล่าสัตว์โลกทุกภพทุกชาติไม่มีวันจบสิ้น ตัวอย่างที่น่าสังเวชยิ่งคือ ชีวิตของเป็ดและไก่ บ้างก็ตกเป็นอาหารตั้งแต่อยู่ในไข่ พวกที่รอดพ้นเป็นตัวได้ก็จะถูกฆ่าเมื่อโตขึ้น พวกมั้นเกิดมาเพื่อเป็นอาหารเท่านั้น ชะตาชีวิตที่ต้องเกิดมาเพื่อถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นสิ่งที่น่าอนาถและน่ากลัวโดยแท้ ทว่าเป็ดไก่เหล่านั้นกลับดูจะพอใจชีวิตเพลิดเพลินอยู่กับ

การกิน การทะเลาะจิกตีกัน มันคงคิดว่าชีวิตนี้อยู่อีกนาน ไม่รู้ว่าความจริงนั้นชีวิตนี้สั้นนัก เพียงไม่กี่วันก็ต้องตาย แล้วกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างกัน ผู้ที่นับถือพุทธศาสนานั้นมีมาก แต่ผู้ที่เข้าใจหลักธรรมวินัยนั้มีน้อยและผู้ที่ปฏิบัติได้ตามหลักธรรมวินัย ยิ่งมีน้อยมาก พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า ธรรมวินัยที่เป็นกฏของธรรมชาติมีนัยยะลึกซึ้งที่ยากต่อการสร้างความเข้าใจ ในบทความนี้จะบอกเพียงหลักเท่านั้นด้วยข้อจำกัดทั้งหน้ากระดาษและตัวผู้ เขียนด้วย ท่านที่สนใจต้องการศึกษาให้ลึกซึ้งต้องปฏิบัติควบคู่กันไป ธรรมวินัย ๔ ประการแบ่งเป็น

1. “อริยสัจ ๔” ความจริงเกี่ยวกับทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ เป้าหมายที่ต้องการพ้นทุกข์ และมรรควิธีการไปสู่เป้าหมาย

2. “วิสัยของโลก” ทุกคนจะมีอัตตาตัวตนแตกต่างกันตามภูมิหลังของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น เช่นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันมีความคิดเห็นกันไปคนละทิศทาง บ้างรุนแรงถึงกับต้องตายกันไปข้างหนึ่งก็มี

3. “หลักปฏิจจสมุปบาท” อธิบายความสัมพันธ์ทั้งแบบอนุโลมถึงการเกิดความแก่และปฏิโลมถึงการหยุดความแก่

4. “การเวียนว่ายตายเกิด” เป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการสร้างความเข้าใจ ที่อยู่เหนือการคิดค้นด้วยหลักตรรกะและการคาดคะเน (จึงขอไม่อธิบาย)

ส่วน ที่สองการนำ “ธรรมวินัย” มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการสมัยใหม่ ที่ต้องสามารถวัด และจับต้องได้ แนวโน้มของการบริหารสมัยใหม่จึงแยกหน้าที่ออกเป็นส่วนเล็กลงๆ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถลงรายละเอียดและเป็นผู้ชำนาญเฉพาะทาง ยกตัวอย่างในวงการแพทย์ที่มีทั้งเทคโนโลยีและวิชาการทันสมัย แพทย์แต่ละท่านจะชำนาญเรื่องที่เล็กลงๆเฉพาะส่วนมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวหลายครั้งส่งผลกระทบต่อคนที่มีความเป็นองค์รวม

1. การนำหลัก “อริยสัจ๔” มาใช้ในการทำแผนยุทธศาสตร์ แผนกลยุทธ์ และแผนงานโครงการ การทำแผนเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะการบริหารที่ไม่มีแผนจะเป็นเหตุให้ทีมงานสับสน ไม่สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเต็มกำลัง แบ่งเป็นสองแนวทาง

ก. การทำแผนเชิงรับคือการหามรรควิธีแก้สาเหตุของปัญหา เมื่อไม่มีเหตุแห่งปัญหา ปัญหาก็หมดไป

ข. การทำแผนเชิงรุกคือการสร้างเป้าหมายใหม่ ทำแผนงานโครงการเพือสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดเงื่อนไขไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

2. การยอมรับ “วิสัยของโลก” ทุกคนจะมีอัตตาตัวตนแตกต่างกันตามภูมิหลังของแต่ละคน นักการตลาดยอมรับว่า “วิสัยของลูกค้า” มีความแตกต่างของแต่ละกลุ่มจึงต้องทำการสำรวจตลาด(market survey) เพื่อกำหนดคุณสมบัติของสินค้า/บริการ ราคา และความพึงพอใจ ซึ่งเป็นการบวนการอนุโลม(deductive) ส่วนนักโฆษณาใช้กระบวนการปฏิโลม(inductive) กระตุ้นตันหาอุปาทานให้ลูกค้ามีความต้องการสินค้าของตน ยิ่งกระตุ้นได้มากยิงขายได้ดี ขายได้ราคา

ธรรมวินัยอีกสองแบบคือ “หลักปฏิจจสมุปบาท” และ “การเวียนว่ายตายเกิด” อยู่เหนือการอธิบายด้วยหลักตรรกะและการคาดคะเน เป็นกฏของธรรมชาติมีนัยยะลึกซึ้งที่ยากต่อการคิดค้นหาคำอธิบายสร้างความเข้า ใจ ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองก่อน

ผู้ที่สนใจในธรรมวินัยซึ่งต่อมา นิยมเรียกว่า “พุทธศาสนา” สามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้และสมัครเข้าปฏิบัติเจริญสติด้วยการปฏิบัติ วิปัสสนา ซึ่งเป็นการปฏิบัติบูชาในการพิจารณาภายในขอบเขตุของร่างกาย พัฒนาความเข้าใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอนถึงหลักธรรมวินัยที่เป็นหลักสากลได้ที่ www.thai.dhamma.org จะได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรให้สมกับเป็นผู้ผ่านหลักสูตร MMP และเข้าถึงหลัก “ธรรมวินัย” ที่ตรัสรู้โดยพระพุทธองค์

สมบุญ บุญญาวนิชย์
Mmpchula 5/2013

Comments

comments