รศ.ดร.พสุ-เดชะรินทร์

สัมภาษณ์ รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

MMP : ได้เห็นข่าวดังเกี่ยวกับคณะบัญชีจุฬาฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก… ขอถามว่า เป็นด้านใดบ้างครับ?

ดร.พสุ : เราได้รับการรับรองมาตรฐานทางการศึกษาจาก 2 สถาบัน คือ ในฝั่งสหรัฐอเมริกา ได้รับการรับรองจาก AACSB (The Association to Advance Collegiate Schools of Business) ครบทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก และสำหรับฝั่งยุโรป เราได้การรับรองจาก EFMD (European Foundation for Management Development) รับรองในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงินหลักสูตรภาษาอังกฤษ (MFS : Master of Science of Financial Engineering – English Program) เป็นเวลา 3 ปี และบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ (BBA : Bachelor of Business Administration – International Programme) เป็นเวลา 5 ปี ทำให้คณะของเราเป็นสถาบันที่มีการเรียนการสอนด้านบริหารหรือ Business School ที่มีมาตรฐานสูงและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

MMP : ทางคณะมีการเตรียมการและสิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดในการทำให้ CBS สู่สากลอย่างไรบ้างครับ?

ดร.พสุ : สำหรับมาตรฐาน AACSB มี 22-23 ข้อ ซึ่งทางคณะใช้เวลาเตรียมการกว่า 4 ปี ตั้งแต่สมัย ดร.อรรณพ ตันละมัย อดีตคณบดีท่านก่อน ที่ครอบคลุมตั้งแต่ทิศทางและยุทธศาสตร์ คุณสมบัติอาจารย์ กระบวนการเรียนการสอน การผลิตผลงานวิชาการ ความสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจ เป็นต้น ในขณะที่มาตรฐานของ EFMD จะพิจารณาเรื่องตำแหน่งทางการตลาดของหลักสูตรระดับชาติและระดับนานาชาติ วัตถุประสงค์ของหลักสูตร และผลที่ได้จากการเรียนรู้ ความสามารถในการสร้างดุลยภาพระหว่างการบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งความท้าทาย คือการเปลี่ยนแปลงคน จึงนำเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวมาเป็นแรงกระตุ้นและไดรฟ์ให้อาจารย์ในคณะของเรา เข้าใจและพร้อมยอมรับในการนำพาคณะสู่ความเป็นสากล

MMP : การที่ได้รับการรับรองจาก 2 สถาบันดังกล่าว มีประโยชน์อย่างไรกับคณะและมหาวิทยาลัยครับ?

ดร.พสุ : การได้รับการรับรองจาก AACSB หรือ EFMD ซึ่งถือเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับนานาชาติ ทำให้มีมหาวิทยาลัยพันธมิตรในระดับท็อปของประเทศต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อการไปแลกเปลี่ยนคณาจารย์หรือสามารถดึงอาจารย์ต่างประเทศมา บรรยายให้นักศึกษาของเรา ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน

นัก ศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย และทำให้บัณฑิตของคณะมีคุณภาพเทียบเท่านักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ของโลกอย่างฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด และเอ็มไอที ซึ่งส่งผลให้ CBS ที่เป็นที่ยอมรับของ Business School ของประเทศไทยและสากล

MMP : MMP มีส่วนอย่างไรบ้างกับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติในคราวนี้?

ดร.พสุ : โครงการ MMP ก็ถือเป็น Executive Education ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับนานาชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ได้มีการส่งคนมาสัมภาษณ์ Advisory Board ของเราเพื่อประเมินผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจ ซึ่งคุณทน กวินอนันต์ นายกสมาคมศิษย์เก่า MMP ก็อยู่ในบอร์ดด้วย โดยทางคณะยังคงให้ความสำคัญต่อ Executive Education คือการจับมือกับภาคธุรกิจทำ Case Study ต่างๆ

MMP : อาจารย์มีคำแนะนำให้สมาคมศิษย์เก่า MMP ร่วมสนับสนุนเพื่อรักษามาตรฐานของคณะอย่างไรครับ

ดร.พสุ : การได้รับรองมาตรฐานระดับสากลทำให้เราจะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับรองขั้นต่อไป ซึ่งเขาจะเข้ามาตรวจทุก 5 ปี ประเด็นที่เรามุ่งเน้นกันมากขึ้นของ Business School ทั่วโลก คือ เรื่องของอิมแพ็ค (IMPACT) ว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้าง คือ เมื่อเราผลิตบัณฑิตออกไป มีอิมแพ็คกับสังคมจริงแค่ไหน อาจารย์ทำวิจัยมีผลกระทบกับผู้ใช้งานวิจัยนั้นไหม การที่เราเรียกว่า Executive Education คือการศึกษาแบบ MMP, MBA, MMM ก็อยากรู้ว่าผู้เรียนมีอิมแพ็คอะไรบ้าง เรียนจบไปแล้วได้เอาไปใช้ประโยชน์กับเนื้อหานั้น นอกจากนี้เรียนจบไป ยังมี Connection Network มีการสานต่อหรือเปล่า ก็จะเริ่มจากการเก็บข้อมูล เช่น MMP 60 กว่ารุ่นเกิดอิมแพ็คกับภาคธุรกิจจริงๆ ซึ่งทางคณะจะมีการทำแบบสอบถามฝากให้สมาคมช่วยรวบรวมข้อมูลดังกล่าว อาจจะเป็นช่วงวัน MMP Happy Day ในวันที่ 20 มิ.ย. นี้ เพื่อการปรับปรุงคุณภาพและการมีนวัตกรรมในด้านต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทยให้เป็นที่รู้จัก ทั่วโลก

Comments

comments