กฎสังคมนิยม-ประชาธิปไตย ความต่างที่ต้องเข้าหากัน

การก้าวเข้า สู่ยุค AEC ส่งผลสะท้อนสำคัญสู่ระดับชาติ ประเทศไทยต้องเตรียมตัวทำการบ้านล่วงหน้า ทั้งในเชิงการเรียนรู้ทฤษฎี และเชิงปฏิบัติอันหมายถึงศึกษารากเหง้าวัฒนธรรม วิธีคิด ค่านิยม ที่โยงใยถึงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยรวม ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้พยายามดำเนินวิธีการหลายๆอย่าง เพราะมีความจำเป็นต้องติดต่อค้าขายบริเวณชายแดนในทุกช่องทาง ซึ่งกฎเกณฑ์ข้อตกลงด้านธุรกิจของพื้นที่ ที่มีพรมแดนติดกันล้วนแต่ซับซ้อน หลากหลาย โดยเฉพาะประเทศไทยเองที่เรามองว่าเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค

สิ่ง ที่น่าเป็นห่วงมีหลายเรื่องด้วยกัน แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจะมองข้าม และไม่ค่อยได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเสวนาถกเถียงกันเท่าไหร่ คือ ความต่างของแนวคิดระบบการบริหารของแต่ละประเทศ 10 ประเทศอาเซียนนอกจากมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแล้ว ระบบการปกครองหรือการบริหารก็คือปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลในการทำธุรกิจ ระหว่างประเทศโดยเฉพาะการค้าชายแดน ประเทศไทยรอบล้อมด้วยประเทสที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยม เช่น พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา หรือกระทั่งประเทศมหาอำนาจอย่าง สป.จีน ยกตัวอย่างสป.จีน ด้วยจำนวนประชากรที่มาก ในแต่ละมณฑลนั้นกฎเกณฑ์กติกาในการดำเนินธุรกิจมีความแตกต่างกัน อาทิ การขอใบอนุญาต การเดินเรื่องเอกสาร ระเบียบข้อบังคับของการตั้งบริษัทรูปแบบต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ (ไม่เหมือนประเทศระบบประชาธิปไตย)

นัก ธุรกิจนักลงทุนชาวไทยที่มุ่งหวังหาโอกาสใน สป.จีน ต้องเรียนรู้ศึกษาด้วยตัวเองอย่างถ่องแท้ ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐมีปัญหาความวุ่นวายหลายอย่าง จึงไม่ได้สื่อสารแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลให้แก่ภาคเอกชนได้ทั่วถึงมากนัก

และ อย่างหนึ่งที่เป็นโอกาสคือการเชื่อมโยงนักธุรกิจไทยกับสถานกงสุลในแต่ละมณฑล วันนี้เราโชคดีที่ใน สป.จีน มีสถานกงสุลไทย อยู่ถึง 8 แห่งด้วยกันคือ… สถานกงสุลใหญ่ณนครกวางโจว, สถานกงสุลใหญ่ณนครคุนหมิง, สถานกงสุลใหญ่ณนครเซี่ยงไฮ้, สถานกงสุลใหญ่ณนครเฉิงตู, สถานกงสุลใหญ่ณนครซีอาน, สถานกงสุลใหญ่ณนครเซี่ยเหมิน, สถานกงสุลใหญ่ณนครหนานหนิง, สถานเอกอัครราชทูตณกรุงปักกิ่ง

และเมื่อ เดือนเมษายนที่ผ่านมาผมและผู้บริหารสถาบันMPI มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะ ท่านโกเมศ กมลนาวิน กงสุลใหญ่ไทยประจำนครเฉิงตูสป.จีน เนื่องในโอกาสได้รับตำแหน่งกงสุลใหญ่คนใหม่ของนครเฉิงตู โดยท่านได้บอกว่า ไทยและจีนมีทั้งความสัมพันธ์และความผูกพันกันมาตั้งแต่ในอดีต ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและจีนได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และราบรื่นมาโดยตลอดจนครอบคลุมความร่วมมือในทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสาธารณสุข เป็นต้น

มณฑลเสฉวน เป็นมณฑลศูนย์กลางการพัฒนาของจีนภาคตะวันตก เป็นตลาดขนาดใหญ่ซึ่งมีประชากรมากกว่า 90 ล้านคน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สืบเนื่องมาจากผลของนโยบายมุ่งพัฒนาตะวันตก และการกระตุ้นการบริโภคภายใน

และ ทางสถานกงสุลใหญ่นครเฉิงตู ยินดีอย่างยิ่งหากนักธุรกิจนักลงทุนชาวไทย จะเข้ามาแลก เปลี่ยนกับชาวจีน โดยเฉพาะหากมาเป็นกลุ่มคณะก็จะช่วยผลักดันเชื่อมโยงให้เป็นพิเศษ

มณฑล เสฉวนครองความเป็นอันดับ 1 แห่งภูมิภาคจีนตอนกลางและตะวันตกเป็นเมืองหน้าด่านสู่จีนตอนใน ที่สำคัญมีความเกี่ยวโยงกบไทยทางวัฒนธรรมมายาวนาน เป็นนิมิตรหมายที่ดีในการเตรียมความพร้อมสู่ AEC ขอให้ทุกคนโชคดี.

เพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับ R3A ได้ที่ www.fahchaiyo.com

ท่านโกเมศ กมลนาวิน กงสุลใหญ่ไทยประจำนครเฉิงตู สป.จีน(กลาง)

สมาคม THE BOSS และผู้บริหารสถาบัน MPI เดินทางมุ่งสู่ R3A ประตูเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนสู่ สป.จีน ร่วมถ่ายภาพณ บริเวณด่านบ่อเต็น สปป.ลาว

Comments

comments